๔.”ดูกรภิกษุทั้งหลาย จดจบของเราใกล้เข้ามาแล้ว ความพลัดพรากจากกันของเราใกล้เข้ามาแล้ว อย่าได้เศร้าโศกไปเลย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีใครรอดพ้นจากการแตกดับของร่างกายนี้ไปได้ บัดนี้เราจะแสดงให้เห็นด้วยความตายของเราเอง ร่างกายของเรากำลังจะแตกออกจากกันดุจเกวียนชำรุด
“อย่าได้คร่ำครวญให้เสียเวลาไปเลย ให้ตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ และให้เรียนรู้จากสิ่งนี้ว่า ชีวิตมนุษย์มีแต่ความว่างเปล่า จงอย่าได้มีความปรารถนาที่ไม่มีค่าว่าขอสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนี้อย่าได้เปลี่ยนแปลงไปเลย
“มารคือกิเลสตัณหากำลังแสวงหาโอกาสที่จะมาหลอกลวงจิตอยู่เสมอ ถ้ามีอสรพิษอยู่ในหองของพวกเธอ และพวกเธอต้องการนอนหลับอย่างสงบ พวกเธอก็จะต้องขับไล่อสรพิษตัวนั้นออกไปจากห้องนั้นเสียก่อน
“เธอทั้งหลายจะต้องทำลายเครื่องผูกพันคือกิเลสตัณหาและขับไล่มันให้ออกไป เหมือนอย่างที่เธอทั้งหลายขับไล่อสรพิษ เธอทั้งหลายจะต้องคุ้มครองจิตของตนให้ดี”
๕.”ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาระสุดท้ายได้มาถึงเราแล้ว แต่จะต้องไม่ลืมว่า ความตายเป็นเพียงจุดจบของกายเนื้อนี้เท่านั้น ร่างกายเนื้อเกิดจากพ่อแม่ และเป็นอยู่ได้ด้วยอาหาร การแตกดับของกายนี้จึงไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกับความเจ็บป่วยและความตาย
“แต่พระพุทธเจ้าที่แท้นั้นไม่ใช่กายเนื้อ หากตึคือพระโพธิญาณ กายเนื้อของมนุษย์จะต้องตายไป ส่วนปัญญาคือพระโพธิญาณจะคงอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดร ในสัจจะแห่งธรรม และในการปฏิบัติธรรม ผู้ที่เห็นแต่เพียงกายเนื้อของเรา ไม่ชื่อว่าเห็นเราอย่างแท้จริง ส่วนผู้ที่ยอมรับคำสอนของเราเท่านั้น จึงจะได้ชื่อว่าเห็นเราอย่างแท้จริง
“หลังจากที่เราล่วงลับไปแล้ว พระธรรมจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงปฏิบัติธรรมและมีความจงรักภักดีต่อเรา
“ในระหว่าง ๔๕ ปีสุดท้ายของชีวิตเรานั้น เราไม่ได้กีดกันสิ่งใดจากคำสอนของเราเลย ไม่มีคำสอนใดที่ยังลี้ลับ ไม่มีคำสอนใดยังมีความหมายซ่อนเร้น เราได้สอนทุกสิ่งทุกอย่างเปิดเผยและชัดเจนไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย จุดจบได้มาถึงแล้ว อีกไม่นานเราก็จะเข้าสู่นิพพาน นี้คือคำเตือนของเรา”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น