พุทธประวัติ(๐๕)
วิธีการปฏิบัติของพระองค์เป็นไปด้วยความคร่ำเคร่งแทบไม่น่าเชื่อ พระองค์ทรงกระตุ้นเตือนพระทัยว่า “ไม่มีนักพรตองค์ใดทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคตที่จะได้เคยปฏิบัติหรือกำลังปฏิบัติอย่างเอาเป็นเอาตายยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว”
กระนั้นก็ตามพระเจ้าชายสิทธารถก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่พระองค์ต้องการ หลังจากที่ได้ประทับอยู่ในป่าได้ ๖ ปี พระองค์ก็ได้ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรงเสด็จสรงพระวรกายในแม่น้ำแห่งหนึ่ง และทรงรับถาดข้าวมธุปายาสจากมือของนางสุชาดาสาวงามที่อยู่ในหมู่บ้านละแวกนั้น สหาย ๕ รูป(ปัญจวัคคีย์) ที่ปฏิบัติธรรมอยู่กับพระเจ้าชายสิทธารถในช่วง ๖ ปีนั้นตื่นตระหนกที่พระองค์รับข้าวมธุปายาสจากมือหญิงสาวมาฉัน พลางคิดกันว่าเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียสมณสารูป เป็นการเวียนกลับออกจากสิ่งที่ดีมาสู่หนทางที่เลวคือการรับประทานอาหาร จึงพากันหลบหนีไปจากพระเจ้าชายสิทธารถ
ด้วยเหตุนี้พระเจ้าชายสิทธารถจึงถูกปล่อยให้ประทับอยู่เพียงลำพังพระองค์เดียว พระองค์มีพระวรกายอ่อนล้า แต่ก็ได้ทรงเสี่ยงชีวิตพยายามปฏิบัติสมาธิอีกช่วงหนึ่งโดยตั้งสัจปฏิญาณอย่างแน่วแน่ว่า “แม้เลือดของเราจะเหือดแห้งไป เนื้อของเราจะเปื่อยไป และกระดูกของเราจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เราจะไม่ลุกจากที่นี้ไปจนกว่าจะได้พบทางไปสู่พระโพธิญาณ”
นับว่าเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเข้มข้นหาที่เปรียบมิได้ของเจ้าชายสิทธารถ พระองค์ทรงรู้สึกสิ้นหวังและพระทัยเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เงามืดได้เข้ามาครอบงำพระทัย ทรงตกอยู่ในวงล้อมของเหล่ามารที่ใช้เครื่องล่อใจต่างๆเข้ามาหลอกล่อ แต่พระองค์มิได้ทรงย่อท้อ ทรงพิจารณาเครื่องล่อแต่ละอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้ปฏิเสธเครื่องล่อใจเหล่านั้นเสียโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นการต่อสู่ที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ยิ่ง โลหิตในพระวรกายเกือบเหือดแห้ง เนื้อในพระวรกายเกือบเปื่อย และกระดูกในพระวรกายแทบจะแตกเป็นผุยผง
ครั้นดาวประกายพรึกปรากฏเหนือท้องฟ้าเบื้องทิศตะวันออก การต่อสู้ก็ได้ยุติลง พระหฤทัยของพระเจ้าชายสิทธารถก็สว่างกระจ่างดังรุ่งอรุณของวันใหม่ ในที่สุดพระองค์ก็ได้ค้นพบหนทางที่จะนำไปสู่พระโพธิญาณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ คือวันที่พระเจ้าชายสิทธารถทรงได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น