พุทธประวัติ(๐๔)
ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ดิ้นรนจึงมีอยู่ในพระทัยของเจ้าชายสิทธารถ จวบจนกระทั่งพระราหุลพระโอรสองค์เดียวของพระองค์ได้ประสูติออกมา เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา เหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นแรงผลักดันนำไปสู่การตัดสินพระทัยขั้นเด็ดขาด เพราะว่าหลังจากนั้นพระองค์ได้ตัดสินพระทัยเสด็จหนีออกจากพระราชวัง เพื่อทรงแสวงหาทางแก้ความสับสนวุ่นวายในพระทัย โดยการไปดำเนินชีวิตเป็นนักบวชผู้อนาคาริก พระองค์ได้เสด็จหนีออกจากปราสาท ณ ราตรีหนึ่ง พร้อมกับนายสารถีชื่อ ฉันนะ ทรงม้าพระที่นั่งตัวทรงโปรดสีขาวปลอดชื่อ กัณฐกะ
ความปวดร้าวในพระทัยของเจ้าชายสิทธารถยังมิได้หมดไปแต่เพียงนั้น ด้วยว่ามารได้มากระตุ้นเตือนพระองค์ด้วยคำพูดว่า “ขอพระองค์จงเสด็จคืนสู่ปราสาทเถิด เพราะว่าทั่วทั้งโลกกำลังจะตกเป็นของพระองค์ในไม่ช้านี้แล้ว” แต่เจ้าชายได้ทรงตรัสกับมารทั้งหลายเหล่านั้นว่า พระองค์ไม่ต้องการโลกทั้งโลกอย่างนั้น ดังนั้นพระองค์จึงปลงพระเกศา เสด็จดำเนินไปทางทิศใต้โดยมีบาตรอยู่ในพระหัตถ์
ครั้งแรกนั้นพระเจ้าชายสิทธารถได้เสด็จเข้าไปหานักพรตรูปหนึ่งชื่อ ภควา และได้ทดลองบำเพ็ญพรตอยู่กับนักบวชรูปนี้ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จเข้าไปหา อาฬารดาบสกาลามโคตร และ อุทกดาบสรามบุตร ได้ทรงศึกษาวิธีการปฏิบัติเพื่อบรรลุพระโพธิญาณ ด้วยการเข้าฌานจากดาบสทั้งสอง แต่หลังจากปฏิบัติตามวิธีการเหล่านั้นอยู่ไม่นาน ก็ทรงมั่นพระทัยว่าไม่เป็นหนทางที่จะนำไปสู่การบรรลุพระโพธิญาณได้ ในที่สุดก็ได้เสด็จต่อไปยังดินแดนในแคว้นมคธและได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา (ทรมานตน)ในป่าตำบลอุรุเวลาริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราที่ไหลผ่านหมู่บ้านคยา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น