พุทธประวัติ(๐๓)
นับเป็นเวลา ๑๐ ปีที่เจ้าชายสิทธารถได้ทรงมีพระเกษมสำราญอยู่ในปราสาท ๓ ฤดู คือปราสาทประจำฤดูใบไม้ผลิ ปราสาทประจำฤดูหนาว และปราสาทประจำฤดูฝน อันสะพรั่งพร้อมด้วยเสียงประโคมแห่งดนตรี การรำฟ้อนและความสนุกสนานเพลิดเพลินทั้งหลาย แต่พระทัยของพระองค์กลับหันไปสู่ปัญหาของความทุกข์ ขณะที่ทรงพยายามเข้าพระทัยในความหมายอันแท้จริงของชีวิตมวลมนุษยชาติ
“ความหรูหราฟุ้งเฟ้อในพระราชวัง ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และความหนุ่มกระชุมกระชวยเหล่านี้ จะมีความหมายอะไรกับเรา” เจ้าชายสิทธารถทรงรำพึง
“สักวันหนึ่ง เราก็ต้องเจ็บ ต้องแก่ และไม่มีใครที่จะพ้นไปจากความตายได้ ความหยิ่งทะนงในความเป็นหนุ่ม ความหยิ่งทะนงในสุขภาพอนามัย ความหยิ่งทะนงในความมีความเป็น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ผู้มีความคิด จะต้องกำตัดออกไปให้หมดสิ้น
“มนุษย์ที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดนั้น ปกติจะมองหาสิ่งที่มีคุณค่าอะไรบางอย่าง ซึ่งก็มีทางมองได้ ๒ ทางด้วยกัน คือ ทางที่ผิด และทางที่ถูก ถ้าหากคนเรามองในทางที่ผิด แม้จะเข้าใจว่า ความเจ็บป่วย ความชรา และความตาย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็กลับไปแสวงหาในสิ่งที่ตรงกันข้าม
“ถ้าคนเรามองถูกทาง ก็จะรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของความเจ็บป่วย ความชราและความตาย และจะแสวงหาความหมายในอันที่จะก้าวพ้นความทุกข์ทั้งหลายของมวลมนุษยชาติ ในชิวิตที่พรั่งพร้อมด้วยความเกษมสุขนี้ ดูเหมือนว่าเรากำลังมองผิดทางไปเสียแล้ว”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น