วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พุทธประวัติ(๐๑)


พุทธประวัติ(๐๑)


ชนเผ่าศากยะอาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำโรหิณี ซึ่งไหลผ่านเชิงเขาหิมาลัยตอนใต้ พระราชาของชนเผ่าศากยะพระนามว่า สุทโธทนะ เคาตมะ ทรงสถาปนานครหลวงที่เมืองกบิลพัสดุ์ ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างมหาปราสาทขึ้นหลังหนึ่ง และทรงปกครองบ้านเมืองด้วยพระปรีชาสามารถ เป็นที่แซ่ซ้องสดุดีของทวยอาณาประชาราษฎร์

พระราชินีแคว้นนี้ทรงพระนามว่า มายา เป็นพระราชธิดาของพระปิตุลา(ลุง) ของพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งก็เป็นพระราชาเผ่าศากยะในแคว้นใกล้เคียงนั่นเอง

นับเป็นเวลา ๒๐ ปีที่พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางมายาทรงอยู่ร่วมกันโดยไม่มีพระโอรสและพระธิดา จนกระทั่งคืนหนึ่งพระนางมายาได้มีสุบินนิมิตประหลาด ในสุบินนิมิตทรงเห็นช้างเผือกเชือกหนึ่งเดินเข้าสู่พระครรโภทรของพระนางทางพระอุระเบื้องขวา จากนั้นพระนางก็ได้ทรงพระครรภ์ พระเจ้าสุทโธทนะและพสกนิกรได้ตั้งตารอคอยพระประสูติกาลของทารกในพระครรภ์ พระนางมายาได้เสด็จนิวัติราชสกุลของพระนางเพื่อการประสูติตามราชประเพณีของชนเผ่าศากยะ และในระหว่างหนทางเสด็จพระราชดำเนินนั้นเอง พระนางได้เสด็จเข้าไปพักผ่อนอิริยาบถในสวนลุมพินี ในขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังทอแสงงดงามในฤดูใบไม้ผลิ

รอบๆพระวรกายของพระนางมายา งามสะพรั่งไปด้วยดอกอโศกที่กำลังผลิบาน พระนางทรงมีพระเกษมสำราญ ทรงยื่นพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นน้าวกิ่งอโศก และขณะที่พระหัตถ์ยังจับอยู่ที่กิ่งอโศกนั้นเอง พระราชกุมารก็ได้ประสูติจากพระครรภ์

บรรดาข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ ต่างก็มีความปรีดาปราโมชที่ได้ชื่นชมบุญญาบารมีของพระราชินีและพระราชโอรส ทวยเทพในสรวงสวรรค์และมวลชาวโลกมนุษย์ล้วนยินดีปรีดาทุกถ้วนหน้า วันอนุสรณ์แห่งการประสูติของพระราชกุมารนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖

พระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระหฤทัยปิติปราโมชอย่างเหลือล้น ได้ทรงขนานพระนามพระโอรสว่า สิทธารถ แปลว่า สมประสงค์ในทุกสิ่ง

พุทธประวัติ(๐๒)

พุทธประวัติ(๐๒)


อย่างไรก็ดี ความปีติปราโมชในพระราชสำนักพลันติดตามมาด้วยความทุกข์โทมนัส เพราะหลังจากนั้นได้ ๗ วันพระนางมายาได้เด็จทิวงคตอย่างกะทันหัน พระกนิษฐภคินีพระนามว่า มหาประชาบดี ได้เป็นพระมารดาเลี้ยงของพระราชกุมารสิทธารถ และได้ทรงอภิบาลบำรุงรักษาพระราชกุมารด้วยพระเมตตาสืบต่อมา

ยังมีฤาษีองค์หนึ่งนามว่า อสิตะ มีถิ่นพำนักอยู่ไม่ไกลจากที่นั้น ได้มองเห็นรัศมีส่องสว่างอยู่รอบมหาปราสาท เห็นว่าเป็นศุภนิมิต จึงได้ลงมาจากภูเขามายังพระราชวัง และได้เข้าเฝ้าชมพระบารมีของพระราชกุมาร อสิตฤาษีได้พยากรณ์ว่า พระราชกุมารนี้ หากยังประทับอยู่ในพระราชวังต่อไป เมื่อเจริญพระชนมายุ ก็จักได้เป็นพระจักรพรรดิครอบครองทั่วทั้งโลก แต่ถ้าหากทรงสละราชสมบัติออกผนวชแล้วไซร้ ก็จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะ(มหาไถ่) ของโลก

เบื้องแรกๆนั้นพระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระหฤทัยยินดีที่ได้สดับตรับฟังคำพยากรณ์นั้น แต่ต่อมาพระอบค์ทรงเริ่มพระปริวิตกว่าพระราชโอรสองค์เดียวของพระองค์นี้จะทิ้งพระราชวังออกผนวชเป็นสมณะผู้อนาคาริก(ผู้ไม่มีบ้านเรือน)

เมื่อพระชนมายุได้ ๗ พรรษา เจ้าชายสิทธารถ ได้ทรงเริ่มศึกษาศิลปะวิทยาต่างๆ ทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร แต่พระทัยของพระองค์กลับน้อมนำไปเสียทางอื่น วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ เจ้าชายสิทธารถออกจากพระราชวังโดยตามเสด็จพระราชบิดา ทั้งสองพระองค์ได้ทอดพระเนตรดูชาวนาผู้หนึ่งกำลังไถนาอยู่ เจ้าชายสิทธารถทรงสังเกตเห็นนกตัวหนึ่งบินลงมาจับที่พื้นดิน แล้วคาบไส้เดือนตัวเล็กๆตัวหนึ่งที่ผาลไถของชาวนาพลิกฟื้นขึ้นมาจากดิน แล้วบินไป พระองค์ได้ประทับนั่งที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ทรงนำเหตุการณ์นั้นมาครุ่นคิดและรำพึงกับพระองค์ว่า

อนิจจา ! ทำไมหนอสัตว์ทั้งหลายจึงต้องประหัตประหารกันเช่นนี้ด้วย

เจ้าชายสิทธารถ ผู้สูญเสียพระราชมารดามาตั้งแต่ประสูติได้ไม่นาน จึงมีพระหฤทัยหวั่นไหวในชะตากรรมของสัตว์ตัวน้อยๆแช่นนี้
ความเจ็บปวดรวดร้าวนี้ได้ฝังลึกสลักมั่นในพระหฤทัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตราบจนทรงเจริญพระชันษามากขึ้นๆ รอยแผลที่ต้นไม้ต้นน้อยๆย่อมค่อยๆสลักแน่นและขยายเป็นแผลใหญ่ติดอยู่กับต้นไม้ที่ค่อยๆเจริญเติบโตขึ้นๆฉันใด ความตระหนักถึงความทุกข์ของมวลมนุษยชาติก็ได้ค่อยๆสลักแน่นอยู่ในพระหฤทัยของพระสิทธารถกุมารเพิ่มมากขึ้นๆฉันนั้น

พระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระปริวิตกมากยิ่งขึ้น เมื่อทรงหวนรำลึกถึงคำพยากรณ์ของอสิตดาบส และได้ทรงพยายามทุกวิถีทางที่จะหันเหพระทัยของพระราชโอรสไปสู่ทิศทางอื่น  พระองค์จึงได้ทรงจัดการอภิเษกเจ้าชายกับพระนางยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธกษัตริย์แห่งพระนครเทวทหะ และเป็นพระเชษฐาของพระนางมายานั่นเอง

พุทธประวัติ(๐๓)

พุทธประวัติ(๐๓)


นับเป็นเวลา ๑๐ ปีที่เจ้าชายสิทธารถได้ทรงมีพระเกษมสำราญอยู่ในปราสาท ๓ ฤดู คือปราสาทประจำฤดูใบไม้ผลิ ปราสาทประจำฤดูหนาว และปราสาทประจำฤดูฝน อันสะพรั่งพร้อมด้วยเสียงประโคมแห่งดนตรี การรำฟ้อนและความสนุกสนานเพลิดเพลินทั้งหลาย แต่พระทัยของพระองค์กลับหันไปสู่ปัญหาของความทุกข์ ขณะที่ทรงพยายามเข้าพระทัยในความหมายอันแท้จริงของชีวิตมวลมนุษยชาติ
ความหรูหราฟุ้งเฟ้อในพระราชวัง ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และความหนุ่มกระชุมกระชวยเหล่านี้ จะมีความหมายอะไรกับเรา เจ้าชายสิทธารถทรงรำพึง

สักวันหนึ่ง เราก็ต้องเจ็บ ต้องแก่ และไม่มีใครที่จะพ้นไปจากความตายได้ ความหยิ่งทะนงในความเป็นหนุ่ม ความหยิ่งทะนงในสุขภาพอนามัย ความหยิ่งทะนงในความมีความเป็น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ผู้มีความคิด จะต้องกำตัดออกไปให้หมดสิ้น

มนุษย์ที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดนั้น ปกติจะมองหาสิ่งที่มีคุณค่าอะไรบางอย่าง ซึ่งก็มีทางมองได้ ๒ ทางด้วยกัน คือ ทางที่ผิด และทางที่ถูก ถ้าหากคนเรามองในทางที่ผิด แม้จะเข้าใจว่า ความเจ็บป่วย ความชรา และความตาย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็กลับไปแสวงหาในสิ่งที่ตรงกันข้าม

ถ้าคนเรามองถูกทาง ก็จะรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของความเจ็บป่วย ความชราและความตาย และจะแสวงหาความหมายในอันที่จะก้าวพ้นความทุกข์ทั้งหลายของมวลมนุษยชาติ ในชิวิตที่พรั่งพร้อมด้วยความเกษมสุขนี้ ดูเหมือนว่าเรากำลังมองผิดทางไปเสียแล้ว

พุทธประวัติ(๐๔)

พุทธประวัติ(๐๔)


ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ดิ้นรนจึงมีอยู่ในพระทัยของเจ้าชายสิทธารถ จวบจนกระทั่งพระราหุลพระโอรสองค์เดียวของพระองค์ได้ประสูติออกมา  เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา  เหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นแรงผลักดันนำไปสู่การตัดสินพระทัยขั้นเด็ดขาด เพราะว่าหลังจากนั้นพระองค์ได้ตัดสินพระทัยเสด็จหนีออกจากพระราชวัง เพื่อทรงแสวงหาทางแก้ความสับสนวุ่นวายในพระทัย โดยการไปดำเนินชีวิตเป็นนักบวชผู้อนาคาริก พระองค์ได้เสด็จหนีออกจากปราสาท ณ ราตรีหนึ่ง พร้อมกับนายสารถีชื่อ ฉันนะ ทรงม้าพระที่นั่งตัวทรงโปรดสีขาวปลอดชื่อ กัณฐกะ

ความปวดร้าวในพระทัยของเจ้าชายสิทธารถยังมิได้หมดไปแต่เพียงนั้น ด้วยว่ามารได้มากระตุ้นเตือนพระองค์ด้วยคำพูดว่า ขอพระองค์จงเสด็จคืนสู่ปราสาทเถิด เพราะว่าทั่วทั้งโลกกำลังจะตกเป็นของพระองค์ในไม่ช้านี้แล้ว แต่เจ้าชายได้ทรงตรัสกับมารทั้งหลายเหล่านั้นว่า พระองค์ไม่ต้องการโลกทั้งโลกอย่างนั้น ดังนั้นพระองค์จึงปลงพระเกศา เสด็จดำเนินไปทางทิศใต้โดยมีบาตรอยู่ในพระหัตถ์

ครั้งแรกนั้นพระเจ้าชายสิทธารถได้เสด็จเข้าไปหานักพรตรูปหนึ่งชื่อ ภควา และได้ทดลองบำเพ็ญพรตอยู่กับนักบวชรูปนี้ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จเข้าไปหา อาฬารดาบสกาลามโคตร และ อุทกดาบสรามบุตร ได้ทรงศึกษาวิธีการปฏิบัติเพื่อบรรลุพระโพธิญาณ ด้วยการเข้าฌานจากดาบสทั้งสอง แต่หลังจากปฏิบัติตามวิธีการเหล่านั้นอยู่ไม่นาน ก็ทรงมั่นพระทัยว่าไม่เป็นหนทางที่จะนำไปสู่การบรรลุพระโพธิญาณได้ ในที่สุดก็ได้เสด็จต่อไปยังดินแดนในแคว้นมคธและได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา (ทรมานตน)ในป่าตำบลอุรุเวลาริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราที่ไหลผ่านหมู่บ้านคยา

พุทธประวัติ(๐๕)

พุทธประวัติ(๐๕)


วิธีการปฏิบัติของพระองค์เป็นไปด้วยความคร่ำเคร่งแทบไม่น่าเชื่อ พระองค์ทรงกระตุ้นเตือนพระทัยว่า ไม่มีนักพรตองค์ใดทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคตที่จะได้เคยปฏิบัติหรือกำลังปฏิบัติอย่างเอาเป็นเอาตายยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว

กระนั้นก็ตามพระเจ้าชายสิทธารถก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่พระองค์ต้องการ หลังจากที่ได้ประทับอยู่ในป่าได้ ๖ ปี พระองค์ก็ได้ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา  ทรงเสด็จสรงพระวรกายในแม่น้ำแห่งหนึ่ง และทรงรับถาดข้าวมธุปายาสจากมือของนางสุชาดาสาวงามที่อยู่ในหมู่บ้านละแวกนั้น สหาย ๕ รูป(ปัญจวัคคีย์) ที่ปฏิบัติธรรมอยู่กับพระเจ้าชายสิทธารถในช่วง ๖ ปีนั้นตื่นตระหนกที่พระองค์รับข้าวมธุปายาสจากมือหญิงสาวมาฉัน พลางคิดกันว่าเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียสมณสารูป เป็นการเวียนกลับออกจากสิ่งที่ดีมาสู่หนทางที่เลวคือการรับประทานอาหาร จึงพากันหลบหนีไปจากพระเจ้าชายสิทธารถ

ด้วยเหตุนี้พระเจ้าชายสิทธารถจึงถูกปล่อยให้ประทับอยู่เพียงลำพังพระองค์เดียว พระองค์มีพระวรกายอ่อนล้า แต่ก็ได้ทรงเสี่ยงชีวิตพยายามปฏิบัติสมาธิอีกช่วงหนึ่งโดยตั้งสัจปฏิญาณอย่างแน่วแน่ว่า แม้เลือดของเราจะเหือดแห้งไป เนื้อของเราจะเปื่อยไป และกระดูกของเราจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เราจะไม่ลุกจากที่นี้ไปจนกว่าจะได้พบทางไปสู่พระโพธิญาณ

นับว่าเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเข้มข้นหาที่เปรียบมิได้ของเจ้าชายสิทธารถ พระองค์ทรงรู้สึกสิ้นหวังและพระทัยเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เงามืดได้เข้ามาครอบงำพระทัย ทรงตกอยู่ในวงล้อมของเหล่ามารที่ใช้เครื่องล่อใจต่างๆเข้ามาหลอกล่อ แต่พระองค์มิได้ทรงย่อท้อ ทรงพิจารณาเครื่องล่อแต่ละอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้ปฏิเสธเครื่องล่อใจเหล่านั้นเสียโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นการต่อสู่ที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ยิ่ง โลหิตในพระวรกายเกือบเหือดแห้ง เนื้อในพระวรกายเกือบเปื่อย และกระดูกในพระวรกายแทบจะแตกเป็นผุยผง

ครั้นดาวประกายพรึกปรากฏเหนือท้องฟ้าเบื้องทิศตะวันออก การต่อสู้ก็ได้ยุติลง พระหฤทัยของพระเจ้าชายสิทธารถก็สว่างกระจ่างดังรุ่งอรุณของวันใหม่ ในที่สุดพระองค์ก็ได้ค้นพบหนทางที่จะนำไปสู่พระโพธิญาณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ คือวันที่พระเจ้าชายสิทธารถทรงได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา

พุทธประวัติ(๐๖)


พุทธประวัติ(๐๖)


จากนั้นเป็นต้นไป เจ้าชายสิทธารถก็เป็นที่รู้จักในพระนามต่างๆ บ้างก็เรียกขานพระองค์ว่า พระพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้โดยสมบูรณ์) พระตถาคต(ผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น) บ้างก็เรียกพระองค์ว่า ศากยมุนี( นักบวชแห่งเผ่าศากยะ) บ้างก็เรียกพระองค์ว่า พระโลกนาถ(ผู้เป็นที่พึ่งของโลก)

เบื้องแรกนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังเมืองมคธในแคว้นพาราณสี อันเป็นสถานที่ซึ่งพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่เคยพำนักอยู่กับพระองค์ในระหว่าง ๖ ปีที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาได้มาพำนักกันอยู่ ครั้งแรกนั้นปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ มีความรังเกียจพระองค์ แต่หลังจากได้สนทนากันแล้วก็เกิดศรัทธายอมมอบตัวเป็นสาวกรุ่นแรกของพระองค์ จากนั้นพระพุทธองค์ได้เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงเอาชนะพระทัยของพระเจ้าพิมพิสาร และพระราชาพระองค์นี้ก็ได้เป็นมิตรที่ดีของพระองค์เสมอมา จากนั้นพระพุทธองค์ได้เสด็จไปทั่วแว่นแคว้น ทรงดำรงชีพด้วยการบิณฑบาต และทรงสั่งสอนมวลมนุษย์ให้ยอมรับแนววิถีชิวิตของพระองค์

เหล่ามนุษย์ต่างตอบสนองต่อพระองค์ด้วยดี ดุจผู้กระหายน้ำแสวงหาน้ำและดุจผู้หิวโหยแสวงหาอาหาร อัครสาวกทั้งสองคือสารีบุตรและโมคคัลลานะพร้อมด้วยบริวารอีกสองพันก็ได้มาเป็นสาวกของพระพุทธองค์ด้วย

แต่แรกนั้นพุทธบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระทัยระทมทุกข์ เพราะพระโอรสของพระองค์ตัดสินพระทัยเสด็จหนีออกจากพระราชวัง จึงไม่ทรงต้องการพบปะกับพระโอรส แต่ในที่สุดพระองค์ก็ได้ยอมมาเป็นสาวกของพระพุทธองค์ พระนางมหาประชาบดี(พระมารดาเลี้ยง) พระนางยโสธรา(พระมเหสี) ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายศากยะทั้งหลาย ต่างก็เริ่มมาเป็นสาวกของพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน

พุทธประวัติ(๐๗)

พุทธประวัติ(๐๗)




พระพุทธเจ้าได้เสด็จจาริกไปทั่วทุกแว่นแคว้น เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดประชาชน โดยชักนำให้หันมาดำเนินตามวิถีชีวิตของพระองค์เป็นเวลา ๔๕ ปี ครั้นเมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา  ณ เมืองเวสาลีระหว่างหนทางเสด็จจากเมืองราชคฤห์ไปยังเมืองสาวัตถีนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงประชวรและได้ปลงพระชนมายุสังขารว่า หลังจากนี้ไปอีก ๓ เดือนพระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน แต่กระนั้นก็ตามพระองค์ยังได้ทรงพุทธดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงเมืองปาวา และ ณ ทีนั้นได้ประชวรหนักขึ้นจากการเสวยพระกระยาหารที่นายจุทะนายช่างเหล็กทูลถวาย แม้ว่าจะเสวยทุกเวทนาอย่างแรงกล้าและพระวรกายจะอ่อนเพลีย แต่พระพุทธองค์ก็ยังคงเสด็จพุทธดำเนินต่อไปจนถึงป่าไม้ติดชายแดนกรุงกุสินารา

ขณะที่บรรทมอยู่ในระหว่างต้นสาละใหญ่สองต้นนั้น พระองค์ก็ยังคงแสดงธรรมโปรดสาวกจนกระทั่งวาระสุดท้ายมาถึง ก็ได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในฐานะศาสดาเอกของโลกอย่างสมบูรณ์แล้ว

พุทธประวัติ(๐๘)

พุทธประวัติ(๐๘)



ภายใต้การนำของพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก พระพุทธสรีระได้รับการถวายพระเพลิงที่เมืองกุสินารา กษัตริย์ในแคว้นต่างๆ ๗ พระองค์ รวมทั้งพระเจ้าอชาตศัตรูได้มาเรียกร้องให้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุกัน ในเบื้องแรกนั้นประชาชนชาวเมืองกุสินาราได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องนั้น จึงเกิดการขัดแย้งกระทั่งว่ามีการคุกคามว่าจะทำสงครามกัน แต่ด้วยคำแนะนำของพราหมณ์ชื่อ โทรณะ วิกฤติการณ์ครั้งนี้ก็จึงผ่านพ้นไปได้ และพระบรมสาริกธาตุได้ถูกแบ่งระหว่างแคว้นทั้ง ๘ นั้น นอกจากนั้นแล้วสรีรังคารจากพระเมรุและผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุก็ยังได้ถูกนำไปถวายกษัตริย์อีกสองพระองค์ในครั้งนี้ด้วย และด้วยเหตุนี้มหาสถูป ๑๐ แห่งอันเป็นอนุสรณ์สถานแห่งพระพุทธเจ้า ก็ได้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระสรีรังคารของพระองค์.

บทความที่ได้รับความนิยม