วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า(๐๑)

๑.ภายใต้ต้นสาละที่กรุงกุสินารา พระพุทธเจ้า ได้ประทานปัจฉิมโอวาทแก่บรรดาสาวกว่า
เธอทั้งหลายจงทำตนให้เป็นประทีป จงพึ่งตนเอง อย่าพึ่งผู้อื่น จงทำคำสอนขอเราให้เป็นประทีปของพวกเธอ จงพึ่งคำสอนของเรา อย่าได้พึ่งคำสอนอื่นใด

เธอทั้งหลายจงพิจารณาร่างกายของตนว่าเป็นของไม่สะอาด เมื่อรู้ว่าทั้งความทุกข์และความสุขของร่างกายนี้ก่อให้เกิดความทุกข์ได้เหมือนๆกัน ไฉนเธอทั้งหลายจึงหมกมุ่นอยู่กับความปรารถนาของร่างกายเล่า? จงพิจารณา อัตตาของตนว่าเป็นของไม่เที่ยง ไฉนเธอทั้งหลายจึงตกอยู่ในความหลงในอัตตา มีความหยิ่งทะนงและเห็นแก่ตัวเล่า?ในเมื่อเธอรู้ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจะต้องยุติลงด้วยความทุกข์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พวกเธอจงพิจารณาสิ่งทั้งหลายทั้งปวง พวกเธอเห็นสิ่งใดบ้างไหมที่มีคัวตนที่ยั่งยืน? มันไม่ใช่สิ่งที่มาประกอบกันเป็นสังขารที่ในไม่ช้านี้จะแตกดับกระจัดกระจายไปดอกหรือ? จงอย่าเกิดความสับสนวุ่นวายในกับสากลทุกข์นี้เลย แต่จงปฏิบัติตามคำสอนของเรา หลังจากที่เราล่วงลับไปแล้ว เธอทั้งหลายก็จงกำจัดทุกข์ไปได้ จงทำอย่างนี้แล้วเธอทั้งหลายก็จะได้เป็นสาวกที่แท้จริงของเราตถาคต

ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า(๐๒)

๒.ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำสอนทั้งหลายที่เราตถาคตได้ให้ไว้แก่เธอทั้งหลายนั้น เธอทั้งหลายจะต้องไม่ลืมหรือละทิ้งมันไปเสีย คำสอนเหล่านั้นจะต้องนำไปพิจารณา นำไปคิดและนำไปปฏิบัติ ถ้าพวกเธอนำไปปฏิบัติแล้ว พวกเธอก็จะมีความสุขอยู่ตลอดไป

จุดสำคัญของคำสอนเหล่านั้น คือ การควบคุมจิตของตัวเอง จงรักษาจิตของตนให้พ้นจากความโลภ มีพฤติกรรมที่ถูกต้อง ทำใจให้บริสุทธิ์ และมีวาจาสัตย์ เมื่อคิดได้อยู่เสมอว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยงเช่นนี้ พวกเธอก็จะขัดขวางความโลภและความโกรธ และจะสามารถกำจัดความชั่วร้ายทั้งปวงได้

ถ้าเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นว่าจิตถูกกระตุ้นให้ตกอยู่ในความโลภ ก็จะต้องระงับและควบคุมสิ่งที่มากระตุ้นนั้น และจงเป็นนายของจิตนั้น

จิตของมนุษย์อาจทำให้มนุษย์เป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ หรืออาจจะทำให้มนุษย์เป็นสัตว์ดิรัจฉานก็ได้อีกเช่นกัน ถ้าจิตถูกชักนำไปในทางผิด มนุษย์ก็จะกลายเป็นปีศาจ แต่ถ้าจิตได้พระโพธิญาณ ก็จะทำให้มนุษย์เป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นจงจวบคุมจิตของตน อย่าปล่อยให้มันหันเหออกจากหนทางที่ถูกต้อง

ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า(๐๓)

๓.เธอทั้งหลายพึงเคารพซึ่งกันและกัน ปฏิบัติตามคำสอนของเรา งดเว้นจากการทะเลาะวิวาทกัน ไม่พึงรังเกียจเดียดฉันท์กันเหมือนน้ำกับน้ำมัน แต่พึงสมัครสมานสามัคคีกันดุจน้ำนมกับน้ำ

เธอทั้งหลายจงศึกษาด้วยกัน เล่าเรียนด้วยกัน และปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเราด้วยกัน อย่ามัวทำลายจิตและเสียเวลาไปกับความเกียจคร้านและการทะเลาะวิวาท จงเพลิดเพลินอยู่กับดอกไม้แห่งโพธิญาณตามฤดูกาลของมัน และเก็บเกี่ยวผลอันเกิดจากการดำเนินตามหนทางที่ถูกต้องนั้น

คำสอนทั้งหลายที่เรามอบให้แก่พวกเธอนั้น เป็นสิ่งที่เราได้มาจากการปฏิบัติตามทางของเราเอง พวกเธอพึงปฏิบัติตามคำสอนเหล่านั้น และกระทำตนให้สอดคล้องกับเจตจำนงของคำสอนนั้นในกาลทุกเมื่อ
ถ้าพวกเธอปฏิเสธคำสอนเหล่านั้น ก็หมาความว่าพวกเธอจะไม่ได้พบกับเราอย่างแน่นอน และก็หมายความว่า พวกเธอจะอยู่ห่างไกลเรา แม้ว่าร่างกายจะอยู่ร่วมกันกับเราก็ตามที แต่ถ้าเธอทั้งหลายยอมรับและปฏิบัติตามคำสอนของเรา เธอทั้งหลายก็จะอยู่ใกล้ชิดกับเรา แม้ว่าร่างกายจะอยู่ห่างไกลกันสักปานใดก็ตาม

๔.ดูกรภิกษุทั้งหลาย จดจบของเราใกล้เข้ามาแล้ว ความพลัดพรากจากกันของเราใกล้เข้ามาแล้ว อย่าได้เศร้าโศกไปเลย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีใครรอดพ้นจากการแตกดับของร่างกายนี้ไปได้ บัดนี้เราจะแสดงให้เห็นด้วยความตายของเราเอง ร่างกายของเรากำลังจะแตกออกจากกันดุจเกวียนชำรุด

อย่าได้คร่ำครวญให้เสียเวลาไปเลย ให้ตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ และให้เรียนรู้จากสิ่งนี้ว่า ชีวิตมนุษย์มีแต่ความว่างเปล่า จงอย่าได้มีความปรารถนาที่ไม่มีค่าว่าขอสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนี้อย่าได้เปลี่ยนแปลงไปเลย

มารคือกิเลสตัณหากำลังแสวงหาโอกาสที่จะมาหลอกลวงจิตอยู่เสมอ ถ้ามีอสรพิษอยู่ในหองของพวกเธอ และพวกเธอต้องการนอนหลับอย่างสงบ พวกเธอก็จะต้องขับไล่อสรพิษตัวนั้นออกไปจากห้องนั้นเสียก่อน

เธอทั้งหลายจะต้องทำลายเครื่องผูกพันคือกิเลสตัณหาและขับไล่มันให้ออกไป เหมือนอย่างที่เธอทั้งหลายขับไล่อสรพิษ เธอทั้งหลายจะต้องคุ้มครองจิตของตนให้ดี

ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า(๐๔)

๔.ดูกรภิกษุทั้งหลาย จดจบของเราใกล้เข้ามาแล้ว ความพลัดพรากจากกันของเราใกล้เข้ามาแล้ว อย่าได้เศร้าโศกไปเลย ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีใครรอดพ้นจากการแตกดับของร่างกายนี้ไปได้ บัดนี้เราจะแสดงให้เห็นด้วยความตายของเราเอง ร่างกายของเรากำลังจะแตกออกจากกันดุจเกวียนชำรุด

อย่าได้คร่ำครวญให้เสียเวลาไปเลย ให้ตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ และให้เรียนรู้จากสิ่งนี้ว่า ชีวิตมนุษย์มีแต่ความว่างเปล่า จงอย่าได้มีความปรารถนาที่ไม่มีค่าว่าขอสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนี้อย่าได้เปลี่ยนแปลงไปเลย

มารคือกิเลสตัณหากำลังแสวงหาโอกาสที่จะมาหลอกลวงจิตอยู่เสมอ ถ้ามีอสรพิษอยู่ในหองของพวกเธอ และพวกเธอต้องการนอนหลับอย่างสงบ พวกเธอก็จะต้องขับไล่อสรพิษตัวนั้นออกไปจากห้องนั้นเสียก่อน

เธอทั้งหลายจะต้องทำลายเครื่องผูกพันคือกิเลสตัณหาและขับไล่มันให้ออกไป เหมือนอย่างที่เธอทั้งหลายขับไล่อสรพิษ เธอทั้งหลายจะต้องคุ้มครองจิตของตนให้ดี

๕.ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาระสุดท้ายได้มาถึงเราแล้ว แต่จะต้องไม่ลืมว่า ความตายเป็นเพียงจุดจบของกายเนื้อนี้เท่านั้น ร่างกายเนื้อเกิดจากพ่อแม่ และเป็นอยู่ได้ด้วยอาหาร การแตกดับของกายนี้จึงไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เช่นเดียวกับความเจ็บป่วยและความตาย

แต่พระพุทธเจ้าที่แท้นั้นไม่ใช่กายเนื้อ หากตึคือพระโพธิญาณ กายเนื้อของมนุษย์จะต้องตายไป ส่วนปัญญาคือพระโพธิญาณจะคงอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดร ในสัจจะแห่งธรรม และในการปฏิบัติธรรม ผู้ที่เห็นแต่เพียงกายเนื้อของเรา ไม่ชื่อว่าเห็นเราอย่างแท้จริง ส่วนผู้ที่ยอมรับคำสอนของเราเท่านั้น จึงจะได้ชื่อว่าเห็นเราอย่างแท้จริง

หลังจากที่เราล่วงลับไปแล้ว พระธรรมจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงปฏิบัติธรรมและมีความจงรักภักดีต่อเรา

ในระหว่าง ๔๕ ปีสุดท้ายของชีวิตเรานั้น เราไม่ได้กีดกันสิ่งใดจากคำสอนของเราเลย ไม่มีคำสอนใดที่ยังลี้ลับ ไม่มีคำสอนใดยังมีความหมายซ่อนเร้น เราได้สอนทุกสิ่งทุกอย่างเปิดเผยและชัดเจนไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย จุดจบได้มาถึงแล้ว อีกไม่นานเราก็จะเข้าสู่นิพพาน นี้คือคำเตือนของเรา

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พุทธประวัติ(๐๑)


พุทธประวัติ(๐๑)


ชนเผ่าศากยะอาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำโรหิณี ซึ่งไหลผ่านเชิงเขาหิมาลัยตอนใต้ พระราชาของชนเผ่าศากยะพระนามว่า สุทโธทนะ เคาตมะ ทรงสถาปนานครหลวงที่เมืองกบิลพัสดุ์ ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างมหาปราสาทขึ้นหลังหนึ่ง และทรงปกครองบ้านเมืองด้วยพระปรีชาสามารถ เป็นที่แซ่ซ้องสดุดีของทวยอาณาประชาราษฎร์

พระราชินีแคว้นนี้ทรงพระนามว่า มายา เป็นพระราชธิดาของพระปิตุลา(ลุง) ของพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งก็เป็นพระราชาเผ่าศากยะในแคว้นใกล้เคียงนั่นเอง

นับเป็นเวลา ๒๐ ปีที่พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางมายาทรงอยู่ร่วมกันโดยไม่มีพระโอรสและพระธิดา จนกระทั่งคืนหนึ่งพระนางมายาได้มีสุบินนิมิตประหลาด ในสุบินนิมิตทรงเห็นช้างเผือกเชือกหนึ่งเดินเข้าสู่พระครรโภทรของพระนางทางพระอุระเบื้องขวา จากนั้นพระนางก็ได้ทรงพระครรภ์ พระเจ้าสุทโธทนะและพสกนิกรได้ตั้งตารอคอยพระประสูติกาลของทารกในพระครรภ์ พระนางมายาได้เสด็จนิวัติราชสกุลของพระนางเพื่อการประสูติตามราชประเพณีของชนเผ่าศากยะ และในระหว่างหนทางเสด็จพระราชดำเนินนั้นเอง พระนางได้เสด็จเข้าไปพักผ่อนอิริยาบถในสวนลุมพินี ในขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังทอแสงงดงามในฤดูใบไม้ผลิ

รอบๆพระวรกายของพระนางมายา งามสะพรั่งไปด้วยดอกอโศกที่กำลังผลิบาน พระนางทรงมีพระเกษมสำราญ ทรงยื่นพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นน้าวกิ่งอโศก และขณะที่พระหัตถ์ยังจับอยู่ที่กิ่งอโศกนั้นเอง พระราชกุมารก็ได้ประสูติจากพระครรภ์

บรรดาข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ ต่างก็มีความปรีดาปราโมชที่ได้ชื่นชมบุญญาบารมีของพระราชินีและพระราชโอรส ทวยเทพในสรวงสวรรค์และมวลชาวโลกมนุษย์ล้วนยินดีปรีดาทุกถ้วนหน้า วันอนุสรณ์แห่งการประสูติของพระราชกุมารนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๖

พระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระหฤทัยปิติปราโมชอย่างเหลือล้น ได้ทรงขนานพระนามพระโอรสว่า สิทธารถ แปลว่า สมประสงค์ในทุกสิ่ง

พุทธประวัติ(๐๒)

พุทธประวัติ(๐๒)


อย่างไรก็ดี ความปีติปราโมชในพระราชสำนักพลันติดตามมาด้วยความทุกข์โทมนัส เพราะหลังจากนั้นได้ ๗ วันพระนางมายาได้เด็จทิวงคตอย่างกะทันหัน พระกนิษฐภคินีพระนามว่า มหาประชาบดี ได้เป็นพระมารดาเลี้ยงของพระราชกุมารสิทธารถ และได้ทรงอภิบาลบำรุงรักษาพระราชกุมารด้วยพระเมตตาสืบต่อมา

ยังมีฤาษีองค์หนึ่งนามว่า อสิตะ มีถิ่นพำนักอยู่ไม่ไกลจากที่นั้น ได้มองเห็นรัศมีส่องสว่างอยู่รอบมหาปราสาท เห็นว่าเป็นศุภนิมิต จึงได้ลงมาจากภูเขามายังพระราชวัง และได้เข้าเฝ้าชมพระบารมีของพระราชกุมาร อสิตฤาษีได้พยากรณ์ว่า พระราชกุมารนี้ หากยังประทับอยู่ในพระราชวังต่อไป เมื่อเจริญพระชนมายุ ก็จักได้เป็นพระจักรพรรดิครอบครองทั่วทั้งโลก แต่ถ้าหากทรงสละราชสมบัติออกผนวชแล้วไซร้ ก็จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะ(มหาไถ่) ของโลก

เบื้องแรกๆนั้นพระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระหฤทัยยินดีที่ได้สดับตรับฟังคำพยากรณ์นั้น แต่ต่อมาพระอบค์ทรงเริ่มพระปริวิตกว่าพระราชโอรสองค์เดียวของพระองค์นี้จะทิ้งพระราชวังออกผนวชเป็นสมณะผู้อนาคาริก(ผู้ไม่มีบ้านเรือน)

เมื่อพระชนมายุได้ ๗ พรรษา เจ้าชายสิทธารถ ได้ทรงเริ่มศึกษาศิลปะวิทยาต่างๆ ทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร แต่พระทัยของพระองค์กลับน้อมนำไปเสียทางอื่น วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ เจ้าชายสิทธารถออกจากพระราชวังโดยตามเสด็จพระราชบิดา ทั้งสองพระองค์ได้ทอดพระเนตรดูชาวนาผู้หนึ่งกำลังไถนาอยู่ เจ้าชายสิทธารถทรงสังเกตเห็นนกตัวหนึ่งบินลงมาจับที่พื้นดิน แล้วคาบไส้เดือนตัวเล็กๆตัวหนึ่งที่ผาลไถของชาวนาพลิกฟื้นขึ้นมาจากดิน แล้วบินไป พระองค์ได้ประทับนั่งที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ทรงนำเหตุการณ์นั้นมาครุ่นคิดและรำพึงกับพระองค์ว่า

อนิจจา ! ทำไมหนอสัตว์ทั้งหลายจึงต้องประหัตประหารกันเช่นนี้ด้วย

เจ้าชายสิทธารถ ผู้สูญเสียพระราชมารดามาตั้งแต่ประสูติได้ไม่นาน จึงมีพระหฤทัยหวั่นไหวในชะตากรรมของสัตว์ตัวน้อยๆแช่นนี้
ความเจ็บปวดรวดร้าวนี้ได้ฝังลึกสลักมั่นในพระหฤทัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตราบจนทรงเจริญพระชันษามากขึ้นๆ รอยแผลที่ต้นไม้ต้นน้อยๆย่อมค่อยๆสลักแน่นและขยายเป็นแผลใหญ่ติดอยู่กับต้นไม้ที่ค่อยๆเจริญเติบโตขึ้นๆฉันใด ความตระหนักถึงความทุกข์ของมวลมนุษยชาติก็ได้ค่อยๆสลักแน่นอยู่ในพระหฤทัยของพระสิทธารถกุมารเพิ่มมากขึ้นๆฉันนั้น

พระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระปริวิตกมากยิ่งขึ้น เมื่อทรงหวนรำลึกถึงคำพยากรณ์ของอสิตดาบส และได้ทรงพยายามทุกวิถีทางที่จะหันเหพระทัยของพระราชโอรสไปสู่ทิศทางอื่น  พระองค์จึงได้ทรงจัดการอภิเษกเจ้าชายกับพระนางยโสธรา พระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธกษัตริย์แห่งพระนครเทวทหะ และเป็นพระเชษฐาของพระนางมายานั่นเอง

พุทธประวัติ(๐๓)

พุทธประวัติ(๐๓)


นับเป็นเวลา ๑๐ ปีที่เจ้าชายสิทธารถได้ทรงมีพระเกษมสำราญอยู่ในปราสาท ๓ ฤดู คือปราสาทประจำฤดูใบไม้ผลิ ปราสาทประจำฤดูหนาว และปราสาทประจำฤดูฝน อันสะพรั่งพร้อมด้วยเสียงประโคมแห่งดนตรี การรำฟ้อนและความสนุกสนานเพลิดเพลินทั้งหลาย แต่พระทัยของพระองค์กลับหันไปสู่ปัญหาของความทุกข์ ขณะที่ทรงพยายามเข้าพระทัยในความหมายอันแท้จริงของชีวิตมวลมนุษยชาติ
ความหรูหราฟุ้งเฟ้อในพระราชวัง ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และความหนุ่มกระชุมกระชวยเหล่านี้ จะมีความหมายอะไรกับเรา เจ้าชายสิทธารถทรงรำพึง

สักวันหนึ่ง เราก็ต้องเจ็บ ต้องแก่ และไม่มีใครที่จะพ้นไปจากความตายได้ ความหยิ่งทะนงในความเป็นหนุ่ม ความหยิ่งทะนงในสุขภาพอนามัย ความหยิ่งทะนงในความมีความเป็น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ผู้มีความคิด จะต้องกำตัดออกไปให้หมดสิ้น

มนุษย์ที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดนั้น ปกติจะมองหาสิ่งที่มีคุณค่าอะไรบางอย่าง ซึ่งก็มีทางมองได้ ๒ ทางด้วยกัน คือ ทางที่ผิด และทางที่ถูก ถ้าหากคนเรามองในทางที่ผิด แม้จะเข้าใจว่า ความเจ็บป่วย ความชรา และความตาย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็กลับไปแสวงหาในสิ่งที่ตรงกันข้าม

ถ้าคนเรามองถูกทาง ก็จะรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของความเจ็บป่วย ความชราและความตาย และจะแสวงหาความหมายในอันที่จะก้าวพ้นความทุกข์ทั้งหลายของมวลมนุษยชาติ ในชิวิตที่พรั่งพร้อมด้วยความเกษมสุขนี้ ดูเหมือนว่าเรากำลังมองผิดทางไปเสียแล้ว

พุทธประวัติ(๐๔)

พุทธประวัติ(๐๔)


ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ดิ้นรนจึงมีอยู่ในพระทัยของเจ้าชายสิทธารถ จวบจนกระทั่งพระราหุลพระโอรสองค์เดียวของพระองค์ได้ประสูติออกมา  เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา  เหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นแรงผลักดันนำไปสู่การตัดสินพระทัยขั้นเด็ดขาด เพราะว่าหลังจากนั้นพระองค์ได้ตัดสินพระทัยเสด็จหนีออกจากพระราชวัง เพื่อทรงแสวงหาทางแก้ความสับสนวุ่นวายในพระทัย โดยการไปดำเนินชีวิตเป็นนักบวชผู้อนาคาริก พระองค์ได้เสด็จหนีออกจากปราสาท ณ ราตรีหนึ่ง พร้อมกับนายสารถีชื่อ ฉันนะ ทรงม้าพระที่นั่งตัวทรงโปรดสีขาวปลอดชื่อ กัณฐกะ

ความปวดร้าวในพระทัยของเจ้าชายสิทธารถยังมิได้หมดไปแต่เพียงนั้น ด้วยว่ามารได้มากระตุ้นเตือนพระองค์ด้วยคำพูดว่า ขอพระองค์จงเสด็จคืนสู่ปราสาทเถิด เพราะว่าทั่วทั้งโลกกำลังจะตกเป็นของพระองค์ในไม่ช้านี้แล้ว แต่เจ้าชายได้ทรงตรัสกับมารทั้งหลายเหล่านั้นว่า พระองค์ไม่ต้องการโลกทั้งโลกอย่างนั้น ดังนั้นพระองค์จึงปลงพระเกศา เสด็จดำเนินไปทางทิศใต้โดยมีบาตรอยู่ในพระหัตถ์

ครั้งแรกนั้นพระเจ้าชายสิทธารถได้เสด็จเข้าไปหานักพรตรูปหนึ่งชื่อ ภควา และได้ทดลองบำเพ็ญพรตอยู่กับนักบวชรูปนี้ จากนั้นพระองค์ได้เสด็จเข้าไปหา อาฬารดาบสกาลามโคตร และ อุทกดาบสรามบุตร ได้ทรงศึกษาวิธีการปฏิบัติเพื่อบรรลุพระโพธิญาณ ด้วยการเข้าฌานจากดาบสทั้งสอง แต่หลังจากปฏิบัติตามวิธีการเหล่านั้นอยู่ไม่นาน ก็ทรงมั่นพระทัยว่าไม่เป็นหนทางที่จะนำไปสู่การบรรลุพระโพธิญาณได้ ในที่สุดก็ได้เสด็จต่อไปยังดินแดนในแคว้นมคธและได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา (ทรมานตน)ในป่าตำบลอุรุเวลาริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราที่ไหลผ่านหมู่บ้านคยา

พุทธประวัติ(๐๕)

พุทธประวัติ(๐๕)


วิธีการปฏิบัติของพระองค์เป็นไปด้วยความคร่ำเคร่งแทบไม่น่าเชื่อ พระองค์ทรงกระตุ้นเตือนพระทัยว่า ไม่มีนักพรตองค์ใดทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคตที่จะได้เคยปฏิบัติหรือกำลังปฏิบัติอย่างเอาเป็นเอาตายยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว

กระนั้นก็ตามพระเจ้าชายสิทธารถก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่พระองค์ต้องการ หลังจากที่ได้ประทับอยู่ในป่าได้ ๖ ปี พระองค์ก็ได้ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา  ทรงเสด็จสรงพระวรกายในแม่น้ำแห่งหนึ่ง และทรงรับถาดข้าวมธุปายาสจากมือของนางสุชาดาสาวงามที่อยู่ในหมู่บ้านละแวกนั้น สหาย ๕ รูป(ปัญจวัคคีย์) ที่ปฏิบัติธรรมอยู่กับพระเจ้าชายสิทธารถในช่วง ๖ ปีนั้นตื่นตระหนกที่พระองค์รับข้าวมธุปายาสจากมือหญิงสาวมาฉัน พลางคิดกันว่าเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียสมณสารูป เป็นการเวียนกลับออกจากสิ่งที่ดีมาสู่หนทางที่เลวคือการรับประทานอาหาร จึงพากันหลบหนีไปจากพระเจ้าชายสิทธารถ

ด้วยเหตุนี้พระเจ้าชายสิทธารถจึงถูกปล่อยให้ประทับอยู่เพียงลำพังพระองค์เดียว พระองค์มีพระวรกายอ่อนล้า แต่ก็ได้ทรงเสี่ยงชีวิตพยายามปฏิบัติสมาธิอีกช่วงหนึ่งโดยตั้งสัจปฏิญาณอย่างแน่วแน่ว่า แม้เลือดของเราจะเหือดแห้งไป เนื้อของเราจะเปื่อยไป และกระดูกของเราจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เราจะไม่ลุกจากที่นี้ไปจนกว่าจะได้พบทางไปสู่พระโพธิญาณ

นับว่าเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเข้มข้นหาที่เปรียบมิได้ของเจ้าชายสิทธารถ พระองค์ทรงรู้สึกสิ้นหวังและพระทัยเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เงามืดได้เข้ามาครอบงำพระทัย ทรงตกอยู่ในวงล้อมของเหล่ามารที่ใช้เครื่องล่อใจต่างๆเข้ามาหลอกล่อ แต่พระองค์มิได้ทรงย่อท้อ ทรงพิจารณาเครื่องล่อแต่ละอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้ปฏิเสธเครื่องล่อใจเหล่านั้นเสียโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นการต่อสู่ที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ยิ่ง โลหิตในพระวรกายเกือบเหือดแห้ง เนื้อในพระวรกายเกือบเปื่อย และกระดูกในพระวรกายแทบจะแตกเป็นผุยผง

ครั้นดาวประกายพรึกปรากฏเหนือท้องฟ้าเบื้องทิศตะวันออก การต่อสู้ก็ได้ยุติลง พระหฤทัยของพระเจ้าชายสิทธารถก็สว่างกระจ่างดังรุ่งอรุณของวันใหม่ ในที่สุดพระองค์ก็ได้ค้นพบหนทางที่จะนำไปสู่พระโพธิญาณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ คือวันที่พระเจ้าชายสิทธารถทรงได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา

พุทธประวัติ(๐๖)


พุทธประวัติ(๐๖)


จากนั้นเป็นต้นไป เจ้าชายสิทธารถก็เป็นที่รู้จักในพระนามต่างๆ บ้างก็เรียกขานพระองค์ว่า พระพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้โดยสมบูรณ์) พระตถาคต(ผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น) บ้างก็เรียกพระองค์ว่า ศากยมุนี( นักบวชแห่งเผ่าศากยะ) บ้างก็เรียกพระองค์ว่า พระโลกนาถ(ผู้เป็นที่พึ่งของโลก)

เบื้องแรกนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังเมืองมคธในแคว้นพาราณสี อันเป็นสถานที่ซึ่งพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่เคยพำนักอยู่กับพระองค์ในระหว่าง ๖ ปีที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาได้มาพำนักกันอยู่ ครั้งแรกนั้นปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ มีความรังเกียจพระองค์ แต่หลังจากได้สนทนากันแล้วก็เกิดศรัทธายอมมอบตัวเป็นสาวกรุ่นแรกของพระองค์ จากนั้นพระพุทธองค์ได้เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงเอาชนะพระทัยของพระเจ้าพิมพิสาร และพระราชาพระองค์นี้ก็ได้เป็นมิตรที่ดีของพระองค์เสมอมา จากนั้นพระพุทธองค์ได้เสด็จไปทั่วแว่นแคว้น ทรงดำรงชีพด้วยการบิณฑบาต และทรงสั่งสอนมวลมนุษย์ให้ยอมรับแนววิถีชิวิตของพระองค์

เหล่ามนุษย์ต่างตอบสนองต่อพระองค์ด้วยดี ดุจผู้กระหายน้ำแสวงหาน้ำและดุจผู้หิวโหยแสวงหาอาหาร อัครสาวกทั้งสองคือสารีบุตรและโมคคัลลานะพร้อมด้วยบริวารอีกสองพันก็ได้มาเป็นสาวกของพระพุทธองค์ด้วย

แต่แรกนั้นพุทธบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระทัยระทมทุกข์ เพราะพระโอรสของพระองค์ตัดสินพระทัยเสด็จหนีออกจากพระราชวัง จึงไม่ทรงต้องการพบปะกับพระโอรส แต่ในที่สุดพระองค์ก็ได้ยอมมาเป็นสาวกของพระพุทธองค์ พระนางมหาประชาบดี(พระมารดาเลี้ยง) พระนางยโสธรา(พระมเหสี) ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายศากยะทั้งหลาย ต่างก็เริ่มมาเป็นสาวกของพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน

พุทธประวัติ(๐๗)

พุทธประวัติ(๐๗)




พระพุทธเจ้าได้เสด็จจาริกไปทั่วทุกแว่นแคว้น เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดประชาชน โดยชักนำให้หันมาดำเนินตามวิถีชีวิตของพระองค์เป็นเวลา ๔๕ ปี ครั้นเมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา  ณ เมืองเวสาลีระหว่างหนทางเสด็จจากเมืองราชคฤห์ไปยังเมืองสาวัตถีนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงประชวรและได้ปลงพระชนมายุสังขารว่า หลังจากนี้ไปอีก ๓ เดือนพระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน แต่กระนั้นก็ตามพระองค์ยังได้ทรงพุทธดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงเมืองปาวา และ ณ ทีนั้นได้ประชวรหนักขึ้นจากการเสวยพระกระยาหารที่นายจุทะนายช่างเหล็กทูลถวาย แม้ว่าจะเสวยทุกเวทนาอย่างแรงกล้าและพระวรกายจะอ่อนเพลีย แต่พระพุทธองค์ก็ยังคงเสด็จพุทธดำเนินต่อไปจนถึงป่าไม้ติดชายแดนกรุงกุสินารา

ขณะที่บรรทมอยู่ในระหว่างต้นสาละใหญ่สองต้นนั้น พระองค์ก็ยังคงแสดงธรรมโปรดสาวกจนกระทั่งวาระสุดท้ายมาถึง ก็ได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในฐานะศาสดาเอกของโลกอย่างสมบูรณ์แล้ว

พุทธประวัติ(๐๘)

พุทธประวัติ(๐๘)



ภายใต้การนำของพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก พระพุทธสรีระได้รับการถวายพระเพลิงที่เมืองกุสินารา กษัตริย์ในแคว้นต่างๆ ๗ พระองค์ รวมทั้งพระเจ้าอชาตศัตรูได้มาเรียกร้องให้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุกัน ในเบื้องแรกนั้นประชาชนชาวเมืองกุสินาราได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องนั้น จึงเกิดการขัดแย้งกระทั่งว่ามีการคุกคามว่าจะทำสงครามกัน แต่ด้วยคำแนะนำของพราหมณ์ชื่อ โทรณะ วิกฤติการณ์ครั้งนี้ก็จึงผ่านพ้นไปได้ และพระบรมสาริกธาตุได้ถูกแบ่งระหว่างแคว้นทั้ง ๘ นั้น นอกจากนั้นแล้วสรีรังคารจากพระเมรุและผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุก็ยังได้ถูกนำไปถวายกษัตริย์อีกสองพระองค์ในครั้งนี้ด้วย และด้วยเหตุนี้มหาสถูป ๑๐ แห่งอันเป็นอนุสรณ์สถานแห่งพระพุทธเจ้า ก็ได้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระสรีรังคารของพระองค์.

บทความที่ได้รับความนิยม